Geoharbour

การสำรวจชั้นดินภาคสนาม (Soil Investigation) ในงานก่อสร้างคืออะไร? และมีวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง? ทำไมทุกโครงการก่อสร้างถึงควรต้องทำ?

Soil Investigation by geoharbour
ในปัจจุบัน ปัญหาการพังทลายของดินและการทรุดตัวของอาคารต่าง ๆ เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง สร้างความเสียหายทั้งต่อเวลาในการซ่อมแซม ทรัพย์สิน และความปลอดภัยของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเราลอง“ขุดลึก”ไปถึงต้นตอสาเหตุของปัญหาเหล่านี้ จะพบว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การละเลยขั้นตอนการสำรวจชั้นดินภาคสนาม (Soil Investigation)
ขั้นตอนที่มักถูกมองว่า “สิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณ” ทำให้หลายโครงการเลือกที่จะใช้ผลการเจาะสำรวจดินของพื้นที่ข้างเคียงมาอ้างอิง แทนการเจาะสำรวจในพื้นที่จริงของตนเอง ด้วยความเชื่อว่าชั้นดินย่อม “ไม่ต่างกันมากนัก” แต่ในความเป็นจริง ความแตกต่างเพียงไม่กี่เมตรใต้ผิวดินอาจเปลี่ยนสมการการออกแบบฐานรากไปอย่างสิ้นเชิง
นี่คือความประมาททางวิศวกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น และสุดท้าย อาจต้องจ่าย “ต้นทุนที่แพงกว่า” ทั้งในรูปแบบของค่าแก้ไขงาน ความล่าช้า และชื่อเสียงของโครงการในระยะยาว ดังนั้นหากคำถามคือ Soil Investigation คืออะไร? มีขั้นตอนอย่างไร? และทำไม “ทุกโครงการ” ถึงควรมองว่านี่คือขั้นตอนพื้นฐานที่ขาดไม่ได้? เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้ครับ!

เลือกอ่านตามหัวข้อ

การสำรวจชั้นดินภาคสนาม (Soil Investigation) คืออะไร ?

การสำรวจชั้นดินภาคสนาม (Soil Investigation) คือขั้นตอนพื้นฐานของงานก่อสร้าง ที่มุ่งเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ คุณสมบัติทางกายภาพและกลของดิน เช่น ค่าความแน่นของดิน (Density), ค่ากำลังรับน้ำหนัก (Bearing Capacity), ชนิดของดินในระดับชั้นดินต่าง ๆ (Soil Stratification), และระดับน้ำใต้ดิน (Groundwater Level) จะเป็นข้อมูลหลักในการออกแบบโครงสร้างและฐานรากอย่างปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด (มีค่า Factor of Safety ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป)
อัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety; FS) คือตัวเลขที่ใช้ในการประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างหรืออุปกรณ์ โดยการคำนวณจากอัตราส่วนของความสามารถในการรับน้ำหนักสูงสุด (Ultimate Strength) หารด้วยน้ำหนักหรือแรงที่ใช้งานจริง (Working Load) (เช่น เสาเข็มทั้งหมดรับน้ำหนักได้ 120 ตัน ส่วนผลรวมของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด (Total Load คือ 75 ตัน แสดงว่าค่า FS คือ 120/75 = 1.6) เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักเกินกว่าภาระที่คาดการณ์ไว้ เพื่อป้องกันความเสียหาย การพังทลาย หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยตัวเลขนี้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของโครงสร้าง อุปกรณ์ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ สำหรับอาคารทั่ว ๆ ไป ทั้งนี้ในประเทศไทย ค่า FS มาตราฐานจะอยู่ที่ 2.5 สำหรับการออกแบบเสาเข็มคือ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ หากไม่มีการทำ การสำรวจชั้นดินภาคสนาม มีอะไรบ้าง?

รูปภาพตัวอย่างการทรุดตัวของโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

การละเลยการสำรวจชั้นดินภาคสนามอาจนำไปสู่ปัญหาทางวิศวกรรมมากมาย เช่น
  1. ความเสี่ยงด้านการออกแบบฐานรากผิดพลาด (Foundation Failure)
การไม่ได้รับข้อมูลของดินในพื้นที่การก่อสร้างที่เพียงพอต่อการออกแบบอาจจะทำให้ของวิศวกรผู้ออกแบบฐานรากออกแบบมีข้อผิดพลาด (under design) หรือออกแบบเกินความจำเป็น (over design) ทำให้ดินที่มีคุณสมบัติอ่อนกว่าที่คาดอาจรับน้ำหนักไม่ได้ ทำให้ฐานรากทรุดตัวหรือแตกร้าว
  1. ความมั่นคงของโครงสร้างลดลง
โครงสร้างอาคารอาจเกิดการเอียงตัวเกิดรอยร้าวเนื่องจากการทรุดตัวของฐานรากไม่เท่ากัน (Differential Settlement) เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย
  1. ต้นทุนการแก้ไขและเวลาการก่อสร้างเพิ่มขึ้น
ต้องซ่อมแซมหรือปรับเปลี่ยนแบบการก่อสร้างใหม่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ทำให้สูญเสียงบประมาณในการก่อสร้างมากกว่าเมื่อเทียบกับการมีผลสำรวจตั้งแต่แรก
  1. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความรับผิดทางกฎหมาย
หากเกิดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดในการออกแบบทำให้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้เกิดการวิบัติจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตวิศวกรและเจ้าของโครงการที่เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดชอบโดยตรง

วิธีการทดสอบดินภาคสนามที่ควรรู้จัก

ในเชิงวิศวกรรมธรณี (Geotechnical Engineering) การสำรวจดิน (Soil Investigation) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ เจาะดิน (Soil Boring) และทำ SPT (Standard Penetration Test) เท่านั้น แต่ยังมีตัวอย่าง และเทคนิคการทดสอบดินในสนาม (In-situ Test) อื่น ๆ ที่สามารถใช้เป็นทางเลือกหรือใช้เป็นข้อมูลเสริมเพิ่มเติมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้นได้ โดยในตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างวิธีการสำรวจดิน ที่สามารถพบเห็นได้ในประเทศไทย

วิธีทดสอบ

หลักการโดยสรุป

ข้อดี

ข้อจำกัด/ ข้อเสีย

การใช้งาน

การเจาะสำรวจและการทดสอบการ ตอกมาตรฐาน

(Soil Boring + Standard Penetration Test, SPT)

เจาะดินด้วยเครื่องเจาะล้าง (Rotary Drilling) หรือ เครื่องเจาะกระแทก (Percussion Drilling) เมื่อถึงระดับความลึกที่ต้องการแล้วทำการตอกกระบอกลงในดินเพื่อวัดค่าแรงต้าน (N-value) และเก็บตัวอย่างดินขึ้นมาตรวจในห้องปฏิบัติการ

– จำแนกดินได้ทันที จากสนามทดสอบรวม

– ได้ตัวอย่างดินจริง (Disturbed / Undisturbed) และจำแนกดินได้ทันทีจากสนามทดสอบ

– ทดสอบหา Bearing capacity และเก็บตัวอย่างดินจริง (Disturbed / Undisturbed) เพื่อใช้ทดสอบในห้องปฏิบัติการ

– ใช้ได้กับดินทุกประเภท

– เป็นมาตรฐานสากล (ASTM D1586)

– ต้นทุนไม่สูง และสามารถทดสอบไปพร้อมกับการเจาะสำรวจได้

– ใช้เวลานาน

– ข้อมูลเป็นจุด (ไม่ต่อเนื่อง)

– ความแม่นยำขึ้นกับ ช่างเจาะและอุปกรณ์

เหมาะกับงานฐานรากทั่วไป, อาคาร, ถนน, เขื่อน และงานออกแบบโครงสร้างทุกประเภท

การทดสอบด้วยอุปกรณ์หัวกดปลายกรวย (Cone Penetration Test, CPT)

กดหัวกรวยลงในดินด้วยความเร็วคงที่ เพื่อวัดค่าความต้าน (Cone Resistance: qc) และแรงเสียดทาน (Sleeve Friction: fs) ซึ่งสามารถทำการแปลงค่าออกมาเป็น SPT ได้

– ได้ข้อมูลต่อเนื่องตลอดความลึก

– วิเคราะห์ชนิดดินและความแน่นได้ละเอียด

– รวดเร็ว ประหยัดเวลา

– ถูกกว่าการทำ soil boring ปกติ หากทำให้ปริมาณมาก

– ไม่ได้ตัวอย่างดินจริง

– ใช้ไม่ได้ในดินที่มีกรวดหรือหิน

– อุปกรณ์มีราคาแพง

เหมาะกับดินละเอียด – ดินทราย, งาน metro, offshore, และงาน foundation detail design

การทดสอบแรงเฉือนในที่ด้วยใบพัด (Vane Shear Test, VST)

ใช้ใบมีดหมุนในดินเหนียว เพื่อวัดค่ากำลังรับแรงเฉือนแบบไม่ระบายน้ำ (Undrained Shear Strength: Su)

– ทำได้ง่าย รวดเร็ว ราคาถูก

– เหมาะกับดินเหนียวอ่อน

– ใช้ไม่ได้กับดินแข็ง (N > 12)

– ผลทดสอบไวต่อการรบกวนดิน

เหมาะกับงาน Embankment, เขื่อน, Soft Clay Foundation

ตารางแสดงตัวอย่างวิธีการทดสอบดินภาคสนาม ที่สามารถพบเห็นได้ในประเทศไทย

สรุปวิธีการทดสอบดินภาคสนามในเชิงวิศวกรรม

  • SPT เหมาะกับโครงการทั่วไปและเป็น “มาตรฐานกลาง” ที่ใช้ทั่วโลก เพราะได้ทั้งค่า N-value และตัวอย่างดินจริง

รูปภาพตัวอย่างการทำ SPT จาก Constro Facilitator

  • CPT เหมาะกับโครงการที่ต้องการข้อมูลละเอียดต่อเนื่อง (Continuous Profile) เช่น งานโครงสร้างใต้ดิน, Metro, หรือ Offshor

รูปภาพตัวอย่างการทำ CPT 

  • VST ใช้ในดินเหนียวอ่อนเพื่อประเมิน Undrained Shear Strength อย่างรวดเร็ว

รูปภาพตัวอย่างการทำ VST จาก STATS Australia

ทั้งนี้หากมีงบประมาณและเวลาเพียงพอ ควรมีการเลือกใช้วิธีการแบบ ผสมผสาน (Hybrid Method) ระหว่าง SPT และ CPT เพราะจะได้ทั้ง “ตัวอย่างดินจริง” และ “ค่าต่อเนื่องของความแน่นดิน” ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในการออกแบบได้มากที่สุด

หลักเกณฑ์สำคัญในการวางแผนการเจาะสำรวจชั้นดินภาคสนาม

จำนวน ระยะห่าง และความลึกหลุมเจาะที่เหมาะสม เป็นอย่างไร ?

การกำหนดจำนวนหลุมเจาะ ระยะห่างระหว่างหลุม และความลึกของหลุมเจาะ เป็นขั้นตอนสำคัญในการออกแบบงานสำรวจดิน ซึ่งต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่ก่อสร้าง ชนิดของโครงสร้าง และวัตถุประสงค์ของการสำรวจ โดยทั่วไป วิศวกรธรณีเทคนิคหรือวิศวกรผู้ออกแบบ (Geotechnical Designer) จะเป็นผู้กำหนดพารามิเตอร์หลัก วิธีการทดสอบ และตำแหน่งที่เหมาะสมของหลุมเจาะในแต่ละโครงการ

จำนวนและระยะห่างระหว่างหลุมเจาะ (Number and Spacing of Boreholes)

จำนวนหลุมเจาะที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดหรือประเภทของอาคารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ดังนี้
ประเภทของโครงสร้าง (Type of Structures)
เนื่องจากโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง หรืออาคารแต่ละประเภทมีความจำเป็น และข้อจำกัดต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดและรูปร่างข้อพื้นที่ก่อสร้าง รวมไปถึงงบประมาณก่อสร้างแต่แตกต่างกัน จำนวนหลุมเจาะอาจในสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทอาจประเมินความเหมาะสมได้ตามตารางด้านล่าง

ประเภทโครงสร้าง

ระยะห่างระหว่างหลุมเจาะที่แนะนำ (เมตร)

เหตุผลประกอบทางวิศวกรรม

อาคารพักอาศัยขนาดเล็ก

(1–2 ชั้น)

30 – 60

โครงสร้างมีน้ำหนักไม่มากและฐานรากตื้น จึงไม่จำเป็นต้องเจาะถี่มาก หากชั้นดินสม่ำเสมอสามารถเว้นระยะได้ถึง 60 ม. แต่ควรมีอย่างน้อย 2 หลุมเพื่อตรวจสอบความต่อเนื่องของชั้นดินทั่วพื้นที่

อาคารขนาดกลาง (5–10 ชั้น)

20 – 30

น้ำหนักบรรทุกเริ่มสูงขึ้นและมีผลต่อการทรุดตัวของอาคารมากขึ้น ระยะห่างและจำนวนหลุมเจาะถี่ขึ้นจะช่วยให้สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของชั้นดินและระดับชั้นทรายหรือชั้นดินแข็งที่อาจ ไม่สม่ำเสมอทั่วไซต์ได้ชัดเจน

อาคารสูง (มากกว่า 10 ชั้น)

10 – 20

มีแรงกดจากโครงสร้างมากและอาจใช้ฐานรากเสาเข็มขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องทราบรายละเอียดชั้น Bearing Stratum (ระดับชั้นดินหรือหิน ที่มีความแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักของโครงสร้างด้านบน) อย่างละเอียด เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของค่ากำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มแต่ละต้น

ถนน / ทางหลวง

200 – 500

พื้นที่แนวยาวแต่มีน้ำหนักกระจายสม่ำเสมอ การเว้นระยะมากขึ้นช่วยลดต้นทุน โดยเน้นเจาะเพิ่มเฉพาะบริเวณโครงสร้างสำคัญ เช่น สะพาน ทางลอด หรือบริเวณที่ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

สะพาน / ตอม่อ / ทางยกระดับ

1–2 หลุมต่อจุดตอม่อ

แต่ละตอม่อมีน้ำหนักมากและรับแรงเฉพาะจุด จำเป็นต้องเจาะในตำแหน่งฐานทุกตอม่อ เพื่อให้ทราบคุณสมบัติดินที่รองรับโดยตรง

เขื่อน / คันดิน / Embankment

50 – 100

โครงสร้างยาวและอาศัยความต่อเนื่องของดินฐานรากเป็นสำคัญต้องตรวจสอบชั้นดินรอบแนวสันเขื่อนว่ามีรอยเลื่อน รอยต่อ หรือดินอ่อนแทรกอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันการรั่วซึมหรือการทรุดตัวไม่เท่ากัน

โรงงาน / โครงการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

50 – 100

พื้นที่กว้างและมีการกระจายน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น พื้นที่เครื่องจักรหนักหรือถังเก็บของเหลว จึงควรแบ่งโซนการเจาะเพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมทุกบริเวณการใช้งานหลัก

ตารางแสดง จำนวน และระยะห่างของหลุมเจาะที่แนะนำในเบื้องต้น (Teng, 1962)
ลักษณะของชั้นดินในพื้นที่ (Soil Variability)
หากพื้นที่มีชั้นดินที่ค่อนข้างสม่ำเสมอและไม่แตกต่างกันมาก จำนวนหลุมเจาะอาจลดลง สามารถเว้นระยะห่างได้มากขึ้นได้โดยไม่กระทบความถูกต้องของข้อมูล เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ในทางกลับกัน หากพื้นที่มีชั้นดินซับซ้อนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควรเพิ่มจำนวนหลุมเจาะให้ถี่ขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอต่อการวิเคราะห์และออกแบบฐานราก
วัตถุประสงค์ของการสำรวจ (Purpose of Investigation)
การสำรวจเบื้องต้น (Preliminary Exploration)
มักใช้ในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือในขั้นตอนก่อนการประกวดราคา เพื่อให้ได้ข้อมูลทั่วไปของชั้นดิน โดยจำนวนหลุมเจาะอาจไม่มากนัก
การสำรวจเพื่อออกแบบรายละเอียด (Detailed Design)
จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนหลุมเจาะเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด ครอบคลุม และเพียงพอต่อการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมฐานราก

ความลึกหลุมเจาะ (Depth of Boreholes)

การกำหนดความลึกของหลุมเจาะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของการสำรวจดิน เนื่องจากต้องให้ได้ข้อมูลของ ชั้นดินที่มีผลต่อการรับน้ำหนักของฐานราก รวมถึงต้องลึกพอที่จะทราบคุณสมบัติของชั้นดินอ่อน/ดินหลวม ที่อาจส่งผลต่อการทรุดตัวในระยะสั้นและระยะยาว
โดยทั่วไป ความลึกของหลุมเจาะต้องสัมพันธ์กับลักษณะของฐานราก โครงสร้างอาคารและลักษณะของชั้นดินในพื้นที่ อย่างงานถนนหรืออาคารขนาดเล็ก – ขนาดกลาง ความลึกในการเจาะสำรวจอาจอยู่ที่ 10-30 เมตร หรือจนกว่าจะเจอชั้นดินแข็ง (SPT-N ≥ 50) ต่อเนื่อง 2 – 3 ช่วง แต่หากเป็นอาคารขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างสะพาน / ตอม่อ ต่าง ๆ ที่มีน้ำหนักสูงมาก อาจจะต้องเจาะลึกกว่า 30 – 60 เมตร หรือจนกว่าจะเจอชั้นหินแข็งที่สามารถรับน้ำหนักโครงสร้างนั้น ๆ ได้

สรุป

การสำรวจชั้นดินภาคสนาม (Soil Investigation) คือขั้นตอนพื้นฐานของงานก่อสร้างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของโครงสร้าง เป็นกระบวนการเก็บข้อมูลคุณสมบัติของดิน ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบฐานรากให้เหมาะสมและปลอดภัยตามหลักวิศวกรรม การละเลยขั้นตอนนี้อาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรง เช่น การทรุดตัวของอาคาร การแตกร้าวของฐานราก หรือแม้แต่การพังทลายของโครงสร้าง ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายด้านเวลาและงบประมาณแล้ว ยังอาจสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อผู้เกี่ยวข้อง
การสำรวจชั้นดินนิยมทำโดยการเจาะหลุมสำรวจ (Soil Boring) ควบคู่กับการทดสอบ SPT (Standard Penetration Test) เพื่อหาค่าความแน่นของดินในแต่ละระดับความลึก ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก โดยตัวอย่างดินที่เก็บมาได้จากหลุมสำรวจยังมีความสำคัญ เพราะยังสามารถนำตัวอย่างดินไปทดสอบต่อที่ห้องทดลอง (Lab Test) เพื่อหาคุณสมบัติดินอื่นๆเพิ่มได้ได้อีก นอกจากนี้ยังมีวิธีเสริมอื่น ๆ เช่น CPT, Vane Shear Test ที่ใช้ทดสอบควบคู่ หรือเพิ่มเติมในกรณีต้องการข้อมูลเฉพาะทางหรือความละเอียดสูงขึ้น หลักเกณฑ์การเจาะสำรวจจะพิจารณาจากประเภทของโครงสร้าง ขนาดพื้นที่ก่อสร้างและสภาพชั้นดิน โดยจำนวนหลุมและระยะห่างมักอยู่ระหว่าง 10 ~ 500 เมตร ส่วนความลึกของหลุมเจาะโดยทั่วไปอยู่ที่ 10 ~ 30 เมตรสำหรับอาคารขนาดเล็กถึงกลาง และอาจลึกถึง 60 เมตรขึ้นไปสำหรับอาคารสูงหรือโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น สะพานและเขื่อน
เพื่อความมั่นใจทางวิศวกรรม เกณฑ์สิ้นสุดการเจาะ (Termination Criteria) มักอ้างอิงจากค่าการทดสอบ SPT โดยเมื่อค่าการตอก SPT (N-value) ≥ 50 หรือเมื่อเจาะถึงชั้นหินแข็ง (Hard Stratum / Weathered Rock) ที่ปลอกไม่สามารถสวมลงได้ ถือว่าสิ้นสุดการเจาะ ทั้งนี้ควรเจาะทะลุชั้นแข็งแรกลงไปอีกติดต่อกัน 3–5 เมตร หรือ 2 – 3 ช่วง เพื่อยืนยันว่าชั้นนั้นเป็นชั้นรับน้ำหนักจริง ไม่ใช่เพียงชั้นแข็ง (Hard Layer) บาง ๆ
กล่าวโดยสรุป การสำรวจชั้นดินภาคสนามเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยลดความไม่แน่นอนในการออกแบบฐานราก ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความมั่นใจว่าโครงสร้างจะยืนหยัดได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว “การสำรวจชั้นดินไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในความมั่นคงของโครงการ” เพราะปัญหาฐานรากแก้ทีหลังไม่ได้ง่ายเหมือนการเปลี่ยนวัสดุก่อสร้าง

อ่านเพิ่มเติม

  1. คู่มือวิศวกรรมปฐพีฐานราก (Foundation Engineering Handbook) – ดร.พัลลภ วิสุทธิ์เมธานุกูล
  2. “ความรู้ทั่วไปในการเจาะสำรวจชั้นดิน” “วิธีการเจาะสำรวจดิน” – นายยงยุทธ ศรีเมฆารัตน์
  3. เทคนิคก่อสร้าง – ผศ. วิทวัส สิทธิกูล (2557)

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม

Facebook: Facebook Profile 

Linkedin: Linkedin Profile

Scroll to Top